ข้อสอบกลางภาควิชา 462
201 การพัฒนาหลักสูตร
ข้อ 1.
เมื่อมีความจำเป็นในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา นักศึกษา
จงนำเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่มีรายละเอียดข้อมูล ประกอบแผนภูมิ
ตามประเด็นต่างๆ โดยอธิบายในลักษณะกระบวนการปฏิบัติงานกลุ่มในการเรียนรู้วิชานี้
ดังต่อไปนี้
จงนำเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่มีรายละเอียดข้อมูล ประกอบแผนภูมิ
ตามประเด็นต่างๆ โดยอธิบายในลักษณะกระบวนการปฏิบัติงานกลุ่มในการเรียนรู้วิชานี้
ดังต่อไปนี้
1) คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
โดยระบุบทบาทหน้าที่ และขอบข่ายการปฏิบัติงาน
คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร ควรมาจากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพโรงเรียน สภาพของผู้เรียน และสภาพสังคม ซึ่งบุคคลนั้นต้องเป็นบุคคลที่มาจากหลายฝ่ายด้วยกัน เช่น นักการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร ครูผู้สอนนักเรียน ผู้ปกครองชุมชน และนักพัฒนาหลักสูตร เพื่อที่จะทำให้ได้หลักสูตรที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนมากที่สุดโดยคณะกรรมการหลักสูตรจะต้องทำความเข้าใจในประเด็นดังนี้
คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร ควรมาจากผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพโรงเรียน สภาพของผู้เรียน และสภาพสังคม ซึ่งบุคคลนั้นต้องเป็นบุคคลที่มาจากหลายฝ่ายด้วยกัน เช่น นักการศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย ผู้บริหาร ครูผู้สอนนักเรียน ผู้ปกครองชุมชน และนักพัฒนาหลักสูตร เพื่อที่จะทำให้ได้หลักสูตรที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนมากที่สุดโดยคณะกรรมการหลักสูตรจะต้องทำความเข้าใจในประเด็นดังนี้
1.โรงเรียนจะเป็นเลิศด้านใดบ้าง
มีวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายอย่างไร
2.หลักสูตรสถานศึกษาเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ใด
3.จัดการศึกษาตามแนวคิดใด
4.ประเมินการเรียนรู้อย่างไร
โดยมีขอบข่ายทางการศึกษาในประเด็น ดังนี้
1.การศึกษาสภาพและความต้องการของท้องถิ่น
2.การศึกษาสภาพและความต้องการของผู้เรียน
3.การศึกษาศักยภาพของโรงเรียน
4. ศึกษาหลักสูตรแม่บท
โดยคณะกรรมการหลักสูตรนั้นจะประกอบด้วยคณะกรรมการแต่ละด้าน โดยเน้นว่าแต่ละคณะกรรมการต้องทำงานควบคู่กันไป
ดังนี้
คณะกรรมการอำนวยการ
เป็นผู้นำทีมในการพัฒนาหลักสูตรจะมีหน้าที่ในการศึกษาสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรทั้งในด้าน
สังคม จิตวิทยา และ
ปรัชญาโดยมีบทบาทในพัฒนาหลักสูตรประสานองค์ความรู้และประสานความคิดทั้ง 3 ด้านให้เป็นหนึ่งเดียวมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ดังนี้
1) เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางด้านสังคม
จิตวิทยา ปรัชญา มาบรรจุในหลักสูตรอย่างสอดคล้องกัน
2)
ทำหน้าที่ในการดูแลและติดตามการทำงานของคณะกรรมการแต่ละชุด
3)
เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตรของคณะกรรมการแต่ละชุดและทำหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร
4) คณะกรรมการอำนวยการนั้นมีหน้าที่ในการปรึกษาหารือกับสมาชิกในกลุ่มชี้แจ้งถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการแต่ละชุดว่ามีหน้าที่อะไรบ้างและมีแนวทางการดำเนินหน้าที่นั้นๆให้บรรลุผลอย่างไร
โดยแบ่งเป็นแต่ละฝ่ายดังนี้
1.คณะกรรมการสังคม
ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมของผู้เรียนเพื่อเป็นการปรับปรุงและเพิ่มเติมในส่งที่ผู้เรียนขาดโดยทั่วไปสังคมไทยนั้นมีสังคมอยู่
2
แบบคือสังคมชนบทที่มักจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและสังคมในเมืองที่มักจะประกอบอาชีพอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสังคมร่มไม้ที่จะกำหนดหลักสูตรอย่างไรให้สอดคล้องกับสังคมของผู้เรียนอันจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนได้ดีมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่คณะกรรมการสังคมจะต้องทราบ
-โครงสร้างทางสังคมผู้เรียนที่มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับธรรมชาติมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายตัวหลักสูตรอาจจะเน้นการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากธรรมชาติรอบตัว
เป็นต้น
ในส่วนผู้เรียนที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมถ้าเป็นหลักสูตรที่เน้นตัววิชาการให้โรงเรียนเป็นรากฐานทางวิชาการก็อาจจะฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์อาจจะใช้จากสภาพปัญหาที่พบในสังคมก็เป็นได้
-ค่านิยมในสังคม
เนื่องจากการศึกษาเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมดังนั้นค่านิยมที่มาเหมาะสม
ดังเช่น ค่านิยมในความเฉื่อยชา การถือฐานุรูป การถือความสัมพันธ์ส่วนตัว
อำนาจและความใจเย็น
ค่านิยมเหล่านี้ก็ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยและการปรับเปลี่ยนในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น
-ธรรมชาติของคนไทยในสังคม ซึ่งมีความแตกต่างกันในแต่ละสังคม
ดังนี้
การยึดมั่นตัวบุคคลมากกว่าหลักการและเหตุผล
ยกย่องผู้ที่มีความรู้หรือได้รับการศึกษาสูง
เคารพและคล้อยตามผู้มีวัยวุฒิสูง
รักความอิสระและการทำงานตามลำพัง
มีลักษณะเฉื่อยชาไม่กระตือรือร้น
เน้นว่าการพัฒนาหลักสูตร
ควรคำนึงถึงลักษณะธรรมชาติ บุคลิกของคนในสังคม
โดยพิจารณาว่าลักษณะใดควรจะคงไว้หรือปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
เพราะตัวหลักสูตรเองก็จะเป็นแนวทางการสร้างลักษณะสังคมในอนาคต
การชี้นำสังคมในอนาคต
ตัวหลักสูตรควรมีการชี้นำสังคมไทยในอนาคตด้วยเพื่อสามารถนำไปใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสังคมในแบบที่ต้องการและเหมาะสมกับผู้เรียนโดยอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน นักวิชาการท้องถิ่น เป็นต้น
บทบาทของคณะกรรมการสังคม
1.ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ
สอบถามนักเรียนถึงสภาพความเป็นอยู่ทางสังคม โดยใช้เครื่องมือเช่น การสอบถามทางตรง
การดูจากสมุดประจำตัวผู้เรียน
2.เขียนถึงรูปแบบที่จะใช้ในการพัฒนาหลักสูตรว่าควรใช้รูปแบบใดทั้งนี้รูปแบบนั้นควรมีความหลากหลายและตอบสนองต่อผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
3.ตรวจสอบหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพสังคม
4.นำหลักสูตรไปให้คณะกรรมการแต่ละชุดตรวจสอบให้สอดคล้องกัน
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสังคม
1.ประสานงานกับครูประจำชั้นในการถามถึงรายละเอียดทางด้านสังคมของผู้เรียนโดยดูจากสมุดประจำตัว
การสอบถามจากผู้เรียนหรือผู้ปกครองโดยตรง
2.หลังจากที่ได้ประมวลถึงสภาพสังคมแล้วก็นำมาเป็นแนวทางในการเขียนหลักสูตรให้สอดคล้องกับผู้เรียน
เช่น ผู้เรียนในสังคมเกษตรกรรม
ก็เน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในท้องถิ่นกับปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เรียนสังคมอุตสาหกรรม
เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ และทักษะทางวิชาการ เป็นต้น
3.ตรวจสอบการพัฒนาหลักสูตรภายในคณะกรรมการสังคมร่มไม้และคณะกรรมการแต่ละชุดเพื่อนำมาแก้ไขต่อไป
2.คณะกรรมการทางด้านจิตวิทยา
กระบวนการทางด้านจิตวิทยาต่อการพัฒนาหลักสูตรว่าจะดำเนินงานเน้นผู้เรียนทางด้านใดเพื่อให้เข้ากับธรรมชาติของผู้เรียนและการจัดหลักสูตรที่เหมาะสม
โดยต้องอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ทั้ง 3 กลุ่ม
คือกลุ่มพฤติกรรมนิยม กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มมนุษยนิยม เป็นต้น
สิ่งที่คณะกรรมการทางด้านจิตวิทยาจะต้องทราบ
1.วุฒิภาวะ
วุฒิภาวะประกอบด้วยวุฒิภาวะทางด้านร่างกาย
วุฒิภาวะทางด้านจิตใจโดยทั้งสองด้านนี้ต้องพัฒนาควบคู่กันไป
2.การเรียนรู้
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์
ซึ่งการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์
จากการเรียนรู้ทำให้เราสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆในชีวิตและระเบียบแบบแผนของสังคมทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
บทบาทของคณะกรรมการจิตวิทยา
1.ดำเนินการศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยา
2.กำหนดแนวทางของหลักสูตรด้านจิตวิทยาโดยอิงกับคณะกรรมการทุกๆด้าน
3.นำรูปแบบทางด้านจิตวิทยาที่พัฒนาร่วมกันไปปรึกษาคณะกรรมการแต่ละชุด
พร้อมทั้งปรึกษาผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ
4.กำหนดรูปแบบ
กิจกรรมแนวทางการสนับสนุนให้แนวคิดทางจิตวิทยาบรรลุผล
5.ดำเนินการตรวจสอบ
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจิตวิทยา
1.ศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยาต่างๆและนำมาอิงกับหลักสูตรที่เราจะพัฒนาโดยในการนี้ควรมีการทำงานเป็นกระบวนการคิดเลือกแนวคิดทางจิตวิทยาที่เหมาะสมที่สุด
2.ศึกษาสภาพสังคมของผู้เรียนว่ามีสภาพสังคมเป็นแบบใดแล้วนำมาพัฒนาในหลักสูตรต่อไป
เช่น โรงเรียนที่มีสภาพสังคมเป็นรากฐานแห่งปัญญาชุมชน
มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นบุคลากรที่มาพัฒนาสังคมต่อไป
ก็อาจจะเป็นหลักสูตรที่เน้นใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาสาขา ปัญญานิยม
3.กำหนดรูปแบบแนวทางการใช้หลักสูตร
กำหนดกิจกรรมให้รองรับกับกับแนวคิดทางจิตวิทยา
4.การตรวจสอบคุณภาพทางด้านจิตวิทยาโดยคณะกรรมการแต่ละชุดและผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
5.หากแนวคิดมีความเหมาะสมก็ดำเนินการามาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรแต่ถ้าหากยังไม่เหมมะสมก็นำมาแก้ไขปรับปรุงต่อไป
3.คณะกรรมการปรัชญา
ปรัชญามีส่วนสำคัญต่อการสร้างหรือการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาหลักสูตรต้องใช้ปรัชญาในการช่วยกำหนดจุดประสงค์ในการจัดหลักสูตรการสอนสำหรับผู้เรียนโดยคณะกรรมการก็ควรที่จะศึกษาถึงความต้องการของโรงเรียน
สภาพทางสังคม จิตวิทยา วิชาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วย
บทบาทของคณะกรรมการปรัชญา
1.ทำการปรึกษาหารือในแนวทางที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษา
3.เขียนแนวทางการพัฒนาหลักสูตรทางด้านปรัชญาการศึกษา
4.ตรวจสอบรวมกันพร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขให้มีความเหมาะสม
ขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการปรัชญา
1.ภายในคณะกรรมการการพัฒนาหลักสูตรควรศึกษาถึงความเหมาะสมทางด้านต่างๆที่จะนำมาใช้ในการเลือกปรัชญาการศึกษาโดยต้องให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของผู้เรียนและโรงเรียน
รวมถึงด้านจิตวิทยา ด้านวิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.ศึกษาข้อมูลทางด้านปรัชญาการศึกษาที่เลือกให้เหมาะสมกับการที่จะนำมาพัฒนาหลักสูตร
3.กำหนดทิศทางการสร้างหลักสูตรการศึกษาโดยอิงกับปรัชญาการศึกษาที่เลือกไว้
ทั้งนี้ควรกำหนดถึงรูปแบบการสอน กิจกรรม และ
สื่อที่เลือกมาใช้ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
4.ทำการตรวจสอบโดยกระบวนการกลุ่มเพื่อนำมาสู่ปรัชญาการศึกษาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนคณะกรรมการปฏิบัติงาน
คณะกรรมการปฏิบัติงานจะเป็นผู้ทำให้หลักสูตรเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นโดยคณะกรรมการปฏิบัติงานมีดังนี้
1.คณะกรรมการทางด้านวิชาการ ทำหน้าที่ในการศึกษาข้อมูลในรายวิชาเหล่านั้นและจับข้อมูลทางด้าน สังคม
จิตวิทยา ปรัชญาลงในเนื้อหารายวิชาอีกซึ่งควรคำนึงธรรมชาติของผู้เรียน
ความต้องการและความสนใจโดยอิงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
2.คณะกรรมการไอซีที เมื่อได้เนื้อหาวิชาที่เหมาะสมกับตัวผู้เรียนแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ
การนำเทคโนโลยีหรือสื่อมาใช้ในการเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ตัวผู้เรียน
โดยสื่อที่นำมาใช้ต้องมีความเหมาะสมแก่ตัวผู้เรียนและความสามารถในการจัดหาของโรงเรียน
โดยอาศัยสิ่งที่มีอยู่มาสร้างสรรค์ให้เหมาะสมและต้องคำนึงถึงการที่จะนำไปใช้ได้จริง
………………………………………………………………………………………………………………..
2) แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร (Curriculum
Development Model)
การพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนหรือสถานศึกษา
เป็นหลักสูตรที่กำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ในกาจัดทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม
ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน
สังคม และประเทศชาติ
โดยแบบจำลองการพัฒนาหลักสูตรมีทั้งของนักวิชาการของไทยและต่างประเทศ ในที่นี้
ขอยกตัวอย่างของ Tylor ดังนี้
(1)
มีจุดมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนตั้งใจจะก่อให้เกิดแก่ผู้เรียน
การกำหนดจุดมุ่งหมายอย่างกว้างๆเพื่อการวิเคราะห์ปัจจัยคือ
นักเรียน สังคม และเนื้อหาสาระ
โดยจะนำเนื้อหาส่วนนี้มากลั่นกรองเพื่อให้ได้ตัวเนื้อหาที่เป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของหลักสูตร
โดยอาศัยพื้นฐานทางด้านปรัชญาการศึกษาและจิตวิทยาเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบและกำหนดขอบเขตว่าหลักสูตรนั้นตอบสนองผู้เรียนหรือสังคมอย่างไร
โดยในส่วนจุดมุ่งหมายนี้ต้องครอบคลุมหลักการที่คาดหวังว่าจะให้เกิดแก่ผู้เรียน
เช่น ทักษะของคนศตวรรษที่ 21หลักการ 3Rs และ 7Cs เป็นต้น
(2)
มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
โดยในขั้นตอนนี้เป็นการเลือกเนื้อหาและกระบวนการจัดประสบการณ์แก่ผู้เรียนโดยต้องตอบสนองต่อจุดมุ่งหมายที่วางไว้
(3)
จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ
เป็นการเลือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการจัดประสบการณ์การเรียนที่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย
เช่น การเลือกการใช้สื่อที่เหมาะสม การสอนผู้เรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
หรือการสอนแบบเน้นปัญหาเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนวิเคราะห์ เป็นต้น
(4)
ประเมินผลประสบการณ์อย่างไรจึงจะตัดสินใจได้ว่าบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้
สิ่งที่จำเป็นในการประเมินผลที่
Tylor
กล่าวไว้จะสรุปการประเมินเป็นด้านๆดังนี้
1.การประเมินตัวหลักสูตร
ว่าได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่และกระบวนการแบบใดที่ทำให้บรรลุหรือตอบสนองต่อการเรียนรู้นั้น
2.การประเมินจากเครื่องมือการประเมินหลักสูตร ว่ามีความถูกต้อง
แม่นยำหรือมีความเป็นปรนัยที่น่าเชื่อถือได้เท่าใด
ซึ่งการประเมินผลนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาผลการเรียนรู้ทั้งแบบรายบุคคลและเป็นกลุ่มและดูความเหมาะสมเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป
ภาพ: การพัฒนาหลักสูตรของ Tylor
………………………………………………………………………………………………………………..
3) การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร เป็นการตรวจสอบหลักสูตรเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบการใช้งานอย่างเป็นระบบมีการประชุมปรึกษางานกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรภายในที่พัฒนาหลักสูตร บุคลากรภายในสถานศึกษา เพื่อตรวจสอบว่าองค์ประกอบต่างๆของหลักสูตร เช่นจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการสอน คาบเวลาเรียน วิธีการวัดและประเมินผล มีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร วัสดุหลักสูตร เช่น แผนการสอน สื่อการเรียนการสอนต่างๆ มีความสอดคล้องกับหลักสูตรหรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรในการตรวจดูองค์ประกอบดังกล่าว
การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร เป็นการตรวจสอบหลักสูตรเพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริง ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบการใช้งานอย่างเป็นระบบมีการประชุมปรึกษางานกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรภายในที่พัฒนาหลักสูตร บุคลากรภายในสถานศึกษา เพื่อตรวจสอบว่าองค์ประกอบต่างๆของหลักสูตร เช่นจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการสอน คาบเวลาเรียน วิธีการวัดและประเมินผล มีความสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร วัสดุหลักสูตร เช่น แผนการสอน สื่อการเรียนการสอนต่างๆ มีความสอดคล้องกับหลักสูตรหรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรในการตรวจดูองค์ประกอบดังกล่าว
บุคคลที่สามารถให้คำปรึกษาในการพัฒนาหลักสูตร
เช่น
1) ปรึกษาภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร เป็นกลุ่มบุคคลที่พัฒนาหลักสูตรขึ้นมา เช่น คณะครู
ผู้บริหาร ผู้ปกครอง
คนในชุมชน เป็นผู้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
2) ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร
โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง
โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ
ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3) ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ
เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
โดยการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
มีวิธีการดังต่อไปนี้ คือ
1.จุดประสงค์ของหลักสูตร จุดประสงค์
หมายถึง สิ่งที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนบรรลุผลหลังจากที่เรียนรายวิชานั้นๆแล้ว
ทั้งนี้ควรศึกษาจากสภาพปัญหา
ความต้องการของผู้เรียนและท้องถิ่นและตรวจสอบดูว่าหลักสูตรที่พัฒนาออกมานั้นเน้นความต้องการทางด้านใดเป็นสำคัญและมีความสอดคล้องกันในประเด็น
พื้นฐานทั้ง 5 ด้าน คือ ปรัชญาทางการศึกษา, พื้นฐานทางด้านจิตวิทยา,
พื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม, พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ
การเมือง การปกครอง และพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือไม่
พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะอย่างเหมาะสม
2.เนื้อหาสาระ
เป็นการตรวจสอบว่าเนื้อหาสาระนั้นมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของงหลักสูตรหรือไม่
และครอบคลุมส่วนที่เป็นความรู้และทักษะที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนอย่างไร
ทั้งนี้ตัวหลักสูตรจะเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องได้การรับเรียนรู้
ซึงควรมีความต่อเนื่องกับความรู้เดิมของผู้เรียน เนื้อหาควรเรียงลำดับอย่างชัดเจน
โดยต้องสอดคล้องกับอายุ ระดับชั้นของผู้เรียน
มีการกำหนดระยะเวลาในการเรียนอย่างเหมาะสมให้สอนไดครบถ้วนตามคาบเวลา และได้รับการถ่ายทอดจากผู้สอนควรคำนึงถึงลักษณะพื้นฐาน
ความสนใจ ความต้องการ ความสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้เนื้อหานั้นควรมีความยืดหยุ่น
สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม
3.การจัดรูปแบบการสอน
ควรกำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยพิจารณาจากจุดประสงค์แต่ละข้อ
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนหรือ การจัดกิจกรรมไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไปและมีวิธีการจัดรูปแบบการสอนที่หลากหลาย
เพื่อให้เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน เช่น
1) การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นการใช้สื่อ
โสตทัศนวัสดุต่างๆ
เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นการจัดกิจกรรมที่เน้นใช้สื่อดังกล่าวควรคำนึงถึงความเหมาะสมในเนื้อหารายวิชาที่จะสอนการเรียนรู้ของผู้เรียน
รวมถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับ
2) การจัดรูปแบบการสอนโดยเน้นกิจกรรม
เป็นการจัดรูปแบบที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดและได้ทำได้เปลี่ยนพฤติกรรม ทางการเรียน
ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียน เกิดความสนใจไม่เบื่อหน่าย
การจัดรูปแบบการเรียนการสอนนั้นควรคำนึงถึงตัวหลักสูตรว่าจะต้องการพัฒนาด้านใดเป็นสำคัญโดยเน้นให้สอดคล้องกับสภาพสังคมของเรียน
เช่น หากตัวหลักสูตรต้อการพัฒนาทักษะกี่มีส่วนรวมทางการเรียน
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญก็อาจเน้นหลักสูตรการเรียนรู้ที่มาจากกิจกรรม
เป็นแนวทางแบบพฤติกรรมนิยมหลักสูตรก็อาจใช้รูปแบบการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้
ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และจะได้เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะในด้านต่างๆ
โดยการจัดรูปแบบการสอนนี้ผู้สอนก็ควรเน้นการจัดรูปแบบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เกิดการพัฒนาด้วยตนเอง
หรือถ้าต้องการเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ก็อาจใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนแบบแก้ปัญหา(Problem-Solving
Approach)
หรือแบบปัญหาเป็นฐานตัวนี้ก็จะเหมาะกับโรงเรียนที่เน้นพื้นฐานทางด้านวิชาการ
ปรัชญาแบบสารัตถะนิยม โดยเน้นการฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ การฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง
ทั้งนี้หลักที่สำคัญคือ การจัดรูปแบบการสอนก็ควรมีความยืดหยุ่น
สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้เรียน
4.การประเมินผล
เป็นเกณฑ์ต่างๆที่มีขึ้นเพื่อใช้ในการประเมินผล ชี้วัดความก้าวหน้าด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน
โดยผู้สอนจะสร้างเครื่องมือในการประเมินผลขึ้นมาหรือผู้เรียนอาจจะมีส่วนร่วมในการสร้าง
แนะนำ
เครื่องมือในการประเมินผลและผู้เรียนก็ยังมีส่วนร่วมในการใช้เครื่องมือในการประเมินผลนี้ด้วย
ซึ่งเครื่องมือในการประเมินผลก็ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ
รูปแบบการจัดการสอน ทั้งนี้ก็เพื่อให้การประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และเมื่อนำมาใช้แล้วบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่เพื่อประกันว่าสามารถวัดความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
………………………………………………………………………………………………………………..
4) การศึกษาการใช้หลักสูตรภาคสนาม
การนำหลักสูตรไปใช้นั้น ทางกลุ่มสาระศาสนาได้เห็นว่า การที่จะนำหลักสูตรไปใช้ในโรงเรียน
ศรีวิชัยวิทยา จะต้องมีการหาข้อมูลในหลายๆ ด้าน เพื่อความสะดวกในการนำหลักสูตรไปใช้จริง ซึ่งเราควรคำนึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้
ศรีวิชัยวิทยา จะต้องมีการหาข้อมูลในหลายๆ ด้าน เพื่อความสะดวกในการนำหลักสูตรไปใช้จริง ซึ่งเราควรคำนึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1.
หาข้อมูลโรงเรียน
การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของโรงเรียนว่า
โรงเรียนตั้งอยู่สถานที่ใด สามารถติดต่อสื่อสารถึงโรงเรียนได้อย่างไรบ้าง
โดยการหาข้อมูล เช่น ที่อยู่ของโรงเรียน เบอร์โทรศัพท์ และ โทรสาร เป็นต้น
โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา เป็นโรงเรียนมัธยม ศึกษาแบบสหศึกษาและเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งอยู่เลขที่ 68 หมู่ 1 ตำบลวังตะกู อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 0-3424-296 , 0-3428-5041 โทรสาร 0-3425-1026
อีเมล์ esanpt0056@yahoo.com เว็บไซต์ www.swc.ac.th
โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา เป็นโรงเรียนมัธยม ศึกษาแบบสหศึกษาและเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ตั้งอยู่เลขที่ 68 หมู่ 1 ตำบลวังตะกู อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 0-3424-296 , 0-3428-5041 โทรสาร 0-3425-1026
อีเมล์ esanpt0056@yahoo.com เว็บไซต์ www.swc.ac.th
1.1 ดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียน
จัดการเรียนการสอนตั้งแต่
ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 มีห้องเรียนพิเศษ
EIS 2 ห้อง และห้องเรียนปกติ 64 ห้อง
EIS 2 ห้อง และห้องเรียนปกติ 64 ห้อง
ตัวอย่างข้อมูลนักเรียนและบุคลากร
มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 2500 กว่าคน มีครูทั้งสิ้น 128 คน
1.2 ข้อมูลอัตลักษณ์ของโรงเรียน
เป็นข้อมูลที่จำเป็นในการดูถึงสิ่งที่โรงเรียนต้องการให้บังเกิดแก่ผู้เรียนทางด้านที่สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้
ตัวอย่างอัตลักษณ์โรงเรียน “ตรงเวลา
รักษาความสะอาด มารยาทอ่อนน้อม อดออมประหยัด ซื้อสัตย์ กตัญญู ใฝ่เรียนรู้ สามัคคี
มีวินัย รักษ์ความเป็นไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมจิตอาสา”
1.3 วิสัยทัศน์
เป็นข้อมูลที่จะช่วยส่งเสริมแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเพราะจะทำให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรทราบว่าโรงเรียนเน้นผู้เรียนให้บรรลุผลในด้านใดเป็นสำคัญ
การพัฒนาหลักสูตรก็ควรสอดคล้องกับแนวทางนั้นๆ
ตัวอย่างวิสัยทัศน์ " โรงเรียนศรีวิชัยวิทยาเป็นโรงเรียนชั้นนำ
ด้านคุณธรรม นำความรู้ สู่ความเป็นสากล "
1.4 ศึกษาในพันธกิจของโรงเรียน
เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตัวพันธกิจที่โรงเรียนมุ่งหวังให้เกิดแก่ผู้เรียน
ตัวอย่างพันธกิจของโรงเรียนโรงเรียนศรีวิชัยวิทยา
มีภารกิจในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนี้
1. พัฒนาโรงเรียนเข้าสู่ระบบมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อรองรับการประเมินภายนอก
2. ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงปลูกฝัง
ให้นักเรียนมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน
3.สนับสนุนและส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นนักเเรียนเป็นสำคัญนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนอย่างคุ้มค่าและน่าสนใจ
4.ส่งเสริมการจัดกิจกรรมของนักเรียนให้มีการรวมกลุ่มกันปฏิบัติจริงฝึกหัดการประกอบอาชีพและหารายได้ระหว่างเรียนเพื่อให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ
5.ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพและพลานามัยโดยการเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้ความรู้ด้านอาหาร,โภชนาการ,เพศศึกษา,การป้องกันโรคเอดส์และสารเสพติด
6.ปลูกฝังให้บุคลากรในโรงเรียนและชุมชนร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเล็งเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาชาวบ้านสามารถนำมาใช้กับวิถีชีวิต
ได้อย่างผสมกลมกลืนกับเอกลักษณ์ไทย
7.ส่งเสริมให้บุคลากรในโรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยในโรงเรียนุมชน
และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
8.ส่งเสริมให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความช่วยเหลือด้านวัสดุอุปกรณ์ทรัพยากรและการเรียนรู้มาใช้ในการจัดการศึกษาของโรงเรียน
9.พัฒนาครูและผู้บริหารโรงเรียนให้มีความพร้อมมีวิสัยทัศน์และมีจิตสำนึกของความเป็นครูในการพัฒนาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
10. ส่งเสริมการนำเทคโลยีในการจัดการบริหารระบบเครือข่ายข้อมูลมาใช้ในการบริหารการศึกษา
และการจัดการเรียนการสอน
1.5 ศึกษายุทธศาสตร์ของโรงเรียน
เพื่อดูแนวทางที่โรงเรียนต้องการทำให้เกิดขึ้น
ตัวอย่างยุทธศาสตร์
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพนักเรียน
2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพบุคลากร
3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพวิชาการ
4.ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการบริหาร
5.ยุทธศาสตร์การพัฒนาอาคารสถานที่และแหล่งเรียนรู้
6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
2. หาข้อมูลนักเรียน
ข้อมูลนักเรียนที่ใช้ในการจัดกิจกรรม คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/11 โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา
3. ประสานงานโรงเรียน
3. ประสานงานโรงเรียน
การประสานงานกับทางโรงเรียน มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการจัดทำหลักสูตรจำเป็นจะต้องมีความสอดคล้องกับเนื้อหาวิชา สาระ
ที่โรงเรียนเป็นผู้จัดสอน
ดังนั้นเมื่อผู้จัดทำหลักสูตรได้พิจารณาหลักสูตรของตนว่าเหมาะสมแล้ว ต้องดำเนินการ
โดยการติดต่อประสานงานกับโรงเรียน เพื่อเป็นการขออนุญาตนำหลักสูตรเข้าไปใช้จริง
โดยกลุมสาระศาสนาก็ได้ติดต่อประสานงานกับผู้อำนวยการของโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูที่ทำการสอนในเนื้อหารายวิชาศานา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี
โดยกลุมสาระศาสนาก็ได้ติดต่อประสานงานกับผู้อำนวยการของโรงเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และครูที่ทำการสอนในเนื้อหารายวิชาศานา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี
4.
นำหลักสูตรไปใช้จริง
การนำหลักสูตรที่ได้จัดเตรียมไว้ ไปใช้ในสถานที่จริง
โดยหลังจากการประสานงานติดต่อกับทางโรงเรียน และ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง
การนำหลักสูตรไปใช้โดยประณีต และควบคุมเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้อง
เพื่อประสิทธิผลที่ดีของการใช้หลักสูตร
5.
วัดและประเมินผล
โดยให้ครูพี่เลี้ยงประเมิน
โดยให้ครูพี่เลี้ยงประเมิน
6.
ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง
เพื่อแก้ไข และพัฒนาหลักสูตรให้ดดีและมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของผู้เรียน
เพื่อแก้ไข และพัฒนาหลักสูตรให้ดดีและมีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของผู้เรียน
|
ข้อ2.
ในการพัฒนาหลักสูตรต้องอาศัยพื้นฐานการพัฒนาด้านใดบ้าง อย่างไร นักศึกษาเห็นว่า
เนื้อหาสาระใดมีความสำคัญยิ่ง จงนำเสนอแนวคิดถึงความสำคัญ
การพัฒนาหลักสูตรนั้นมีพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรอยู่
5
ด้านคือ
1)
ข้อมูลพื้นฐานด้านปรัชญาการศึกษา
2)
ข้อมูลพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา
3)
ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสังคมของผู้เรียน
4)
ข้อมูลพื้นฐานทางด้านวิชาการ
5)
ข้อมูลพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เราจะเห็นข้อมูลทั้ง
5
ด้านมีความสำคัญต่อการพัฒนาหลักสูตรด้วยกันทั้งนั้น
การที่จะพัฒนาหลักสูตรขึ้นมานั้นหากเรามีความเข้าใจหรือเน้นที่ด้านใดไปด้านหนึ่งก็จะเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถตอบสนองต่อผู้เรียนได้
1. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านปรัชญา
บทบาทของนักปรัชญาการศึกษา
1.อธิบายถึงสภาพการณ์ของการศึกษาว่าอยู่ในสภาพอย่างไร
2.วิจารณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของการศึกษาว่า
มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไร
3. เปรียบเทียบแนวความเชื่อของตนกับแนวการจัดการศึกษาว่า
แตกต่างกันอย่างไร
โดยอาศัยการวิเคราะห์วิจารณ์จากความคิดเห็นของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
4. เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น
หรือกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับการจัดการศึกษา
ปรัชญาการศึกษาที่สำคัญ
1.
ปรัชญาสารนิยม (Essentialism)
2.
ปรัชญาสาขาสัจนิยมวิทยา หรือนิรันตรนิยม (Perenialism)
3.
ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม
(Progressivism)
4.
ปรัชญาสาขาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)
5.
ปรัชญาสาขาอัตถิภาวนิยม(Existentialism)
ปรัชญาสารนิยม (Essentialism)
ปรัชญาสารนิยม เชื่อว่า
การศึกษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้และความจริงทางธรรมชาติเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของมนุษย์
ดังนั้น หลักสูตรการศึกษาจึงควรประกอบไปด้วย ความรู้ ความจริง
และการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์และปรากฎการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ
การจัดการเรียนการสอนตามความเชื่อนี้จึงเน้นการให้ผู้เรียนแสวงหาข้อมูล
ข้อเท็จจริง และการสรุปกฎเกณฑ์จากข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านั้น
จะเห็นได้ว่า ปรัชญาสารนิยมจะสนับสนุน The
Three R’s (3R’s) คือ การอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น
ความเชื่อตามปรัชญานี้ ผู้เรียนก็คือดวงจิตเล็ก ๆ และประกอบด้วยระบบประสาทสัมผัส
ครูคือต้นแบบที่ดีที่มีความรู้จึงจำเป็นต้องทำหน้าที่อบรมสั่งสอนนักเรียนโดยการแสดงการสาธิต
หรือเป็นนักสาธิตให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเห็นอย่างจริงจัง
รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนนั้น
ยึดหลักส่งเสริมให้นักเรียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจในความรู้อันสูงสุดให้มากที่สุดเท่าที่นักเรียนแต่ละคนจะทำได้
วิธีที่ครูส่งเสริมมากคือ การรับรู้และการจำ การจัดนักเรียนเข้าชั้นจะยึดหลักการจัดแบบแยกตามลักษณะและระดับความสามารถที่ใกล้เคียงกันของผู้เรียน
(Homogeneous
Grouping) เพื่อมิให้ผู้ที่เรียนช้าถ่วงผู้ที่สามารถเรียนเร็ว
ในการสอนจะคำนึงถึงมาตรฐานทางวิชาการมากกว่าคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลโรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาสารนิยม
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร : เน้นวิชาสามัญ
เช่น ภาษา เลขคณิต วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์
วิธีสอน : บรรยายเพื่อถ่ายทอดข้อเท็จจริงอภิปรายเพื่อความกระจ่างและฝึกให้คิด
นักเรียนในอุดมคติ :
มีเหตุผล มีความรู้ และทักษะที่เป็นแก่นสำคัญของวิชาสามัญต่างๆ
ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม
(Progressivism)
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวปรัชญานี้
จะเริ่มด้วยคำถามที่ว่า “ผู้เรียนต้องการเรียนอะไร”
จากนั้นครูผู้สอนจึงจัดแนวทางในการเลือกเนื้อหาวิชา
และประสบการณ์ที่เหมาะสมมาให้
เน้นการปลูกฝังการฝึกฝนอบรมในเรื่องดังกล่าวโดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ (Experience)
เนื้อหาวิชาเหล่านี้จะเกี่ยวกับตัวผู้เรียน
และเกี่ยวกับสภาพและปัญหาในสังคมด้วย และส่งเสริมความรู้ที่มาจากการปฏิบัติจริง
ในการสอนครูจะไม่เน้นการถ่ายทอดวิชาความรู้แต่เพียงประการเดียว
แต่จะคอยเป็นผู้ดูแลและให้ความช่วยเหลือเด็กในการสำรวจปัญหา ความต้องการ
และความสนใจของตนเอง คอยแนะนำช่วยเด็กในการแก้ปัญหา แนะนำแหล่งต่าง ๆ
ที่เด็กจะไปค้นหาความรู้ที่ต้องการจะเน้นให้เด็กมีโอกาสปฏิบัติ
ส่วนการการประเมินผลจะนำพัฒนาการของเด็กในด้านต่าง ๆ เข้ามาร่วมประมวลด้วย
โดยไม่เน้นการวัดความเป็นเลิศทางสมองและวิชาการเหมือนปรัชญาเช่นที่แล้วมา
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาพิพัฒนาการนิยม
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร : ปัญหาสังคมซึ่งจะฝึกแก้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการประชาธิปไตย
วิธีสอน : เรียนรู้จากประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติ
นักเรียนในอุดมคติ :
คิดเป็นด้วยตนเองมีความรับผิดชอบต่อสังคม ปรับตัวได้
ปรัชญาสาขาสัจนิยมวิทยา
หรือนิรันตรนิยม (Perenialism)
แนวความคิดหลักทางการศึกษาของสัจวิทยานิยม
ได้แก่ ความเชื่อที่ว่า หลักการของความรู้
จะต้องมีลักษณะจีรังยั่งยืนอย่างแท้จริง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง
ซึ่งเราควรอนุรักษ์และถ่ายทอดให้ใช้ได้ในปัจจุบันและอนาคต
การจัดการเรียนการสอนตามปรัชญานี้
จะมุ่งเน้นการสอนให้ผู้เรียนจดจำ ใช้เหตุผล และตั้งใจกระทำสิ่งต่าง ๆ
โดยผู้สอนใช้การบรรยาย ซักถามเป็นหลัก รวมทั้งเป็นผู้ควบคุม ดูแล
ให้ผู้เรียนอยู่ในระเบียบวินัย
ส่วนการปล่อยให้ผู้เรียนมีอิสระจนเกินไปในการเรียนตามใจชอบนั้น
แต่เป็นการขัดขวางโอกาสที่ผู้เรียนจะได้พัฒนาความสามารถที่แท้จริงของเขา
การค้นพบตัวเองต้องอาศัยระเบียบวินัยในตนเอง
ซึ่งไม่ใช่มีโดยไม่ต้องอาศัยวินัยจากภายนอก ความสนใจในสิ่งที่เป็นความจริงแท้นั้นมีอยู่ในตัวคนทุกคน
แต่มันจะไม่สามารถแสดงออกมาได้โดยง่าย
ต้องอาศัยการศึกษาที่ช่วยฝึกฝนและดึงความสามารถเหล่านี้ออกมา
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาสัจนิยมวิทยา
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร : อ่านออกเขียนได้
คิดเลขเป็น และศิลปะศาสตร์
วิธีสอน : เน้นการใช้เหตุผลเชิงตรรกวิทยา
ขยันหมั่นเพียรและฝึกฝนวิทยาการ
นักเรียนในอุดมคติ :
ใช้เหตุผลตามหลักการจิตใจสูงกว่าสภาพตามธรรมชาติเยี่ยงสัตว์โลก
ปรัชญาสาขาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)
พวกปฏิรูปนิยมมองโรงเรียนว่า
เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างระเบียบทางสังคมขึ้นมาใหม่
การจัดหลักสูตรตามแนวของปฏิรูปนิยม
จึงเน้นเนื้อหาสาระและวิธีการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงความรับผิดชอบที่จะปฏิรูป
และสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมา ทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และระดับโลกในที่สุด
ความมุ่งหมายของหลักสูตรจะเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้
ความสามารถและทัศนคติที่จะออกไปปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น
เนื้อหาวิชาและประสบการณ์ที่เลือกมาบรรจุในหลักสูตรจะเกี่ยวกับสภาพและปัญหาของสังคมเป็นส่วนใหญ่
เนื้อหาวิชาเหล่านี้จะเน้นหนักในหมวดสังคมศึกษา เพราะปรัชญานี้เชื่อว่า
การปฏิรูปสังคม หรือการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น โดยกระบวนการช่วยกันแก้ปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคม การจัดระเบียบของสังคม การอยู่ร่วมกันของคนในสังคม
และการส่งเสริมประชาธิปไตย เป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคม
และการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาสัจนิยมวิทยา
จะมีแนวทางดังนี้
หลักสูตร :ประถมศึกษาเน้น
ความรู้พื้นฐาน
มัธยมศึกษาเน้น
ความสำคัญในการทำให้สังคมนั้นดีขึ้น
อุดมศึกษา เน้นผู้นำแก้ไข
ปรับปรุงสังคม
วิธีสอน : วิเคราะห์ปัญหาทางสังคมฝึกใช้วิธีการแก้ปัญหาที่วางแผนไว้เป็นอย่างดี
นักเรียนในอุดมคติ :
มีความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในแนวทางที่ดีมากยิ่งขี้น
ปรัชญาสาขาอัตถิภาวนิยม
(Existentialism)
การจัดการศึกษาตามปรัชญานี้จึงให้ความสำคัญกับการให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนในการเรียนรู้
ให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด
และสนับสนุนส่งเสริมผู้เรียนในการค้นหาความหมายและสาระสำคัญของชีวิตของเขาเอง
ผู้เรียนมีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่เรียนตามที่ตนต้องการ
มีเสรีภาพในการเลือกตัดสินใจเมื่อเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ต่าง ๆ
และรับผิดชอบในการตัดสินใจหรือการกระทำของตน
กระบวนการเรียนการสอนยึดหลักให้ผู้เรียนได้มีโอกาสรู้จักตนเอง
ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจตนเองและเป็นตัวของตัวเอง เช่น ศิลปะ ปรัชญา การเขียน
การอ่าน การละคร
โดยมีครูกระตุ้นให้แต่ละบุคคลได้ใช้คำถามนำไปสู่เป้าหมายที่ตนเองต้องการ
ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน
มุ่งพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล
โรงเรียนที่เน้นกระบวนการปรัชญาอัตถิภาวนิยมจะมีแนวทางดังนี้
วิธีสอน
:
วิเคราะห์ความรู้สึกของตนเอง
ประเมินและตัดสินใจจากการเลือกของตนเอง
นักเรียนในอุดมคติ :
แสวงหาความหมายของการดำรงอยู่ของตน
รู้จักใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ
2. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา
1)ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behaviorism Theory)
เชื่อว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมภายนอก
การตอบสนองสิ่งเร้าของมนุษย์เป็นพฤติกรรมแบบแสดงออก ซึ่งมีการเสริมแรงเป็นตัวการ
โดยทฤษฎีนี้ จะไม่พูดถึงความคิดภายในของมนุษย์ ความทรงจำ ความรู้สึก
ลักษณะของหลักสูตก็จะเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลัก การจัดหลักสูตรและประสบการณ์การเรียนรู้เป็นหมวดหมู่มีลักษณะต่อเนื่อง
ผู้สอนเป็นศูนย์กลางจะควบคุมกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน
โดยจะพัฒนาผู้เรียนไปตามแนวทางที่กำหนดไว้
2)ทฤษฎีปัญญานิยม
(Cognitivism Theory)
จะมีลักษณะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
การออกแบบหลักสูตรประสบการณ์การเรียนและการสอน
จะจัดตามลำดับขึ้นของการพัฒนาผู้เรียนแต่ละช่วงวัย
โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบค้นพบหรือการแก้ปัญหา
เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์
3)
ทฤษฎีมนุษยนิยม (Humanistic View of Motivation) จะมีการจัดหลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม
โดยพัฒนาผู้เรียนให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ
บทบาทของผู้สอนจะเป็นผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจให้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องการ
ให้ผู้เรียนได้สำรวจค้นพบตนเอง
3. ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสังคมและวัฒนธรรม
การศึกษาทำหน้าที่สำคัญคือ
อนุรักษ์และถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมไปสู่คนรุ่นหลังและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ
โดยหน้าที่ดังกล่าวการศึกษาจะช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่พึงปรารถนา
เพราะฉะนั้นหลักสูตรที่จะนำไปสอนอนุชนเหล่านั้นจึงต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคมอย่างแยกไม่ออก
และโดยธรรมชาติของสังคมและวัฒนธรรมมักมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้น
การพัฒนาหลักสูตรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อมูลทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
จึงจะทำให้หลักสูตรมีความสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน
สามารถแก้ปัญหาและสนองความต้องการสังคมได้
4. ข้อมูลพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป
ผู้เรียนเกิดความจำเป็นต้องเพิ่มความรู้ใหม่ ทักษะใหม่
และต้องเปลี่ยนแปลงเจตคติใหม่ทำให้เกิดความจำเป็นต้องเพิ่มความรู้ใหม่เพื่อให้คนในสังคมสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้
โดยการใช้การศึกษาทำหน้าที่สร้างประชาชนที่มีคุณภาพและมีความสามารถปรับตัวเข้ากับการความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
หลักสูตรที่นำมาใช้จำเป็นต้องมีความสอดคล้องกับความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความเจริญทางด้านนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเนื้อหาของหลักสูตรและการเรียนการสอน
เช่น อุปกรณ์การสอนใหม่ๆ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ คอมพิวเตอร์ วิทยุ
โทรทัศน์ เครื่องบันทึกเสียง วีดิทัศน์
ไมโครฟิล์ม โพรเจกเตอร์ วิธีการสอนใหม่ซึ่งใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วย เช่น
วิทยุการศึกษา โทรทัศน์การศึกษา การศึกษาทางไกล การสอนแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เป็นต้น
วัสดุอุปกรณ์ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์
และวิธีการสอนที่อาศัยความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหล่านี้
สามารถช่วยให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพสูงกว่าการสอนในอดีต
ผู้พัฒนาหลักสูตรควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าในเรื่องดังกล่าวแล้วนำมาพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมด้วย
5. ข้อมูลพื้นฐานวิชาการ
การพัฒนาหลักสูตรนั้นต้องคำนึงถึงเกณฑ์ในการพิจารณาการเลือกเนื้อหาสาระลงในรายวิชาว่ามีปรัชญาของหลักสูตรเน้นในเรื่องใด
เช่น การเน้นทางด้านเนื้อหา หรือกระบวนการแสวงหาความรู้ ความคิดรวบยอดหลักๆที่จะเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาความคิด
ค่านิยมของผู้เรียนที่เหมาะกับวุฒิภาวะ
ธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนและสามารถเชื่อมโยงสัมพันธ์กับรายวิชาอื่นๆได้อย่างไร
นักพัฒนาหลักสูตรนั้นจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน
รวมทั้งข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการปรับความคิดที่หลากหลายภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรให้มีเอกภาพ
เพื่อสรุปและประมวลสาระของรายวิชามาลงไว้ในหลักสูตรโดยสอดคล้องกับธรรมชาติและวัฒนธรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน
เนื้อหาสาระใดมีความสำคัญยิ่ง จงนำเสนอแนวคิดถึงความสำคัญ
ข้าพเจ้าคิดว่าทุกเนื้อหาสาระล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น
หากเราขาดเนื้อหาสาระตัวใดตัวหนึ่งไป เช่น ข้อมูลพื้นฐานด้านปรัชญาการศึกษา ข้อมูลพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา ข้อมูลพื้นฐานทางด้านสังคมของผู้เรียน ข้อมูลพื้นฐานทางด้านวิชาการ หรือข้อมูลพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็ย่อมที่จะสร้างหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียน
หรือพัฒนาหลักสูตรที่ดี มีคุณภาพ ขึ้นมาไม่ได้
เพราะแต่ละเนื้อหาสาระล้วนมีความเชื่อมโยง สัมพันธ์กัน และเกี่ยวข้องกัน
ข้อที่ 3. การพัฒนาหลักสูตรมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่าง Model อธิบายองค์ประกอบ
แต่ละ Model และสรุปความเห็นกรณีที่องค์ประกอบในการพัฒนาหลักสูตร หายไป จะเกิดอะไร
ขั้นที่ 1
ขั้นเตรียมข้อมูลพื้นฐาน
-
สมาชิกในกลุ่มปรึกษากันในหัวข้อเรื่อง
การเลือกกลุ่มสาระการเรียนรู้ในการจัดทำหลักสูตร
-
สมาชิกในกลุ่มเสนอความคิดเห็นในเรื่อง
การเลือกโรงเรียนที่จะนำหลักสูตรไปใช้
- ศึกษาแนวคิดทางด้านปรัชญาการศึกษา
จิตวิทยาการเรียนรู้ สังคมและวัฒนธรรม
เนื้อหาวิชาการ และ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เพื่อมากำหนดแนวทางและรูปแบบของหลักสูตรที่จะนำไปใช้
ขั้นที่
2 ขั้นจัดทำหลักสูตร
-
กำหนดเป้าหมายของหลักสูตร การกำหนดเป้าหมายของหลักสูตรควรอิงพื้นฐานจาก
ปรัชญาการศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ สังคมและวัฒนธรรม เนื้อหาวิชาการ และ
ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมถึงควรให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
และหลักสูตรนั้นควรตอบสนองต่อความต้องการและธรรมชาติของผู้เรียน
ที่สำคัญจุดประสงค์ควรให้ครอบคลุมหลักการ 3R และ 7C
-
จัดเตรียมเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ที่ช่วยเอื้อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามที่คาดหวังไว้ในจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
-
จัดทำโครงสร้างหลักสูตร เป็นการกำหนดการจัดแผนประสบการณ์หรือการกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียน
ซึงประกอบด้วยจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ
กิจกรรมและวิธีวัดและประเมินผลผู้เรียนที่เหมาะสม
-
การกำหนดแนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เป็นการกำหนดวิธีการประเมินผลพร้อมทั้งเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินได้ว่าผู้เรียนมีคุณลักษณะตามที่คาดไว้ในจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
ขั้นที่ 3 ขั้นการประสานงาน
-
สมาชิกในกลุ่มดำเนินการประสานงานขออนุญาตนำหลักสูตรไปใช้ที่โรงเรียนต่อ
· ผู้อำนวยการของโรงเรียนดังกล่าว
เพื่อทำความเข้าใจในการนำหลักสูตรไปใช้ และขอความคิดเห็นในการใช้หลักสูตรดังกล่าวว่าเหมาะสมหรือไม่
และ มีข้อควรปรับปรุงอย่างไร
· รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ
เพื่อที่จะชี้แจงว่าจะนำหลักสูตรมาใช้ ในเรื่องใด นักเรียนช่วงชั้นที่ใช้ ข้อคำแนะนำในการนำหลักสูตรไปใช้
ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่โรงเรียนต้องการหรือไม่พร้อมทั้งสอบถามเรื่องงบประมาณสนับสนุน
· ครูที่ทำการสอนในเนื้อหารายวิชานั้นๆ
เพื่อถามถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเบื้องต้น
สภาพความเข้าใจของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหามาตั้งแต่เดิม และขอคำแนะนำในวันและเวลาที่เหมาะสม
· ฝ่ายโสตทัศนอุปกรณ์
เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในด้านสถานที่ อุปกรณ์และสื่อต่างๆ- ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรที่จะนำมาใช้ให้ทางโรงเรียนทราบในประเด็น
· สาระการเรียนรู้ที่จะนำไปใช้สอนผู้เรียน
· วัน
เวลา ที่จะนำหลักสูตรมาใช้ เป็นต้น-
การจัดทำและส่งหนังสือขออนุญาต เพื่อนำหลักสูตรไปใช้ในวัน เวลาที่กำหนด
ขั้นที่ 4 ขั้นการตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรและปรับแก้ก่อนนำไปใช้
1)ปรึกษาภายในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร เช่น คณะครู
ผู้บริหาร ผู้ปกครอง คนในชุมชน เป็นผู้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
2)ปรึกษาผู้มีความชำนาญในหลักสูตร
โดยอาจจะเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่สูงกว่าที่มีความเข้าใจและความชำนาญทางด้านหลักสูตรโดยตรง
โดยให้ตรวจสอบ ด้านเนื้อหาสาระ
ด้านสื่อการเรียนรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน
3)ปรึกษารับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ
เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
ขั้นที่ 5 ขั้นการนำหลักสูตรไปใช้
นำหลักสูตรที่ตรวจสอบคุณภาพและแก้ไขสมบูรณ์แล้วไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน
โดยใช้วิธีการต่างๆที่มั่นใจว่ามีการใช้หลักสูตรอย่างเหมาะสม เช่น
วางแผนการสอน จัดการเรียนการสอน
ประเมินผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นต้น
ขั้นที่ 6 ขั้นการประเมินหลักสูตรและการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร
-
การประเมินหลักสูตรทุกขั้นตอนแล้วนำผลจากการประเมินมาพิจารณาร่วมกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
เพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตรและนำผลการประเมินมาปรับปรุงประสิทธิภาพของหลักสูตร
- เป็นการนำผลการประเมินหลักสูตรมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
ในกรณีผลการประเมินพบข้อบกพร่องหรือปัญหาอุปสรรค
ผู้พัฒนาหลักสูตรจะดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรให้ได้อย่างดีที่สุดและมีความเหมาะสม
กับผู้เรียน
ตัวอย่าง Model
: เลือก SU Model
SU
Model คือ รูปแบบจำลองโลกแห่งการศึกษา โดยประกอบด้วยวงกลม
ซึ่งเปรียบเสมือนโลกที่มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ
1) พื้นฐานทางปรัชญา 2) พื้นฐานทางจิตวิทยา 3) พื้นฐานทางสังคม โดยมีสามเหลี่ยมแห่งการศึกษาที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านความรู้ กำกับด้วยปรัชญาทางการศึกษา 2 ปรัชญา คือ ปรัชญาสารัตถนิยม (Essentialism) ซึ่งมีแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณี และ ปรัชญานิรันดรนิยม (Perenialism) ที่มีแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนด้วยเหตุผล เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระที่มั่นคง
2. ด้านผู้เรียน
กำกับด้วยปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ซึ่งมีแนวคิดที่ให้บุคคลมีเสรีภาพในการเลือกด้วยตนเอง
มีแนวทางการจัดการศึกษาโดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลือกประสบการณ์ในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
3. ด้านสังคม
จะกำกับด้วยปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) โดยมีแนวคิดในการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนควรเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม
เนื่องจากสังคมมีปัญหา
ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาต้องตอบสนองด้านผู้เรียน ด้านสังคมและด้านความรู้ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานทางการพัฒนาที่สำคัญ คือ พื้นฐานทางสังคม พื้นฐานทางจิตวิทยาและพื้นฐานทางปรัชญาและภายในสามเหลี่ยมการศึกษาจะประกอบด้วยสามเหลี่ยมเล็กๆ4 ภาพ ซึ่งเป็นการจำลองขั้นตอนในการจัดทำหลักสูตรของTyler โดยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1
คือ การวางแผน (Planning) ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยความรู้
(Knowledge) และจะสอดคล้องกับคำถามที่หนึ่งของไทเลอร์ คือ
มีจุดมุ่งหมายอะไรบ้างในการศึกษาที่โรงเรียนต้องแสวงหา
เพราะว่าหลักสูตรต้องวางแผนให้มีเนื้อหาครบคลุมในสิ่งที่ผู้เรียนต้องรู้และต้องเรียน
ขั้นตอนที่ 2 คือ การออกแบบ (Design)
ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยผู้เรียน (Learner) และจะสอดคล้องกับคำถามที่สองของไทเลอร์
คือ มีประสบการณ์การศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัด
เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพราะว่าหลักสูตรต้องออกแบบมา
เพื่อให้จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้แก่นักเรียน
ขั้นตอนที่ 3
คือ การจัดการหลักสูตร (Organize) ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยผู้เรียน
(Learner), ความรู้ (Knowledge) และสังคม
(Society) และจะสอดคล้องกับคำถามที่สามของไทเลอร์
คือจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ เพราะว่าการจัดการหลักสูตรให้ได้ประสิทธิภาพ
คือ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิ
เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้และบรรลุวัตถุประสงค์พร้อมกับสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการอยู่ในสังคม
ขั้นตอนที่ 4 คือ
การประเมิน (Evaluate) ซึ่งจะเห็นว่ากำกับด้วยสังคม (Society)
และจะสอดคล้องกับคำถามที่สี่ของไทเลอร์ คือ
ประเมินประสิทธิ์ผลของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร เพราะว่าการประเมินผลการเรียน
ความรู้และการจัดการเรียนการสอนจะทำให้นักเรียนได้ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในสังคม
ความเห็นกรณีที่องค์ประกอบในการพัฒนาหลักสูตร
หายไป
ในกรณีที่องค์ประกอบในการพัฒนาหลักสูตรหายไป
ไม่ว่าจะเพียงองค์ประกอบเดียวหรือทุกองค์ประกอบก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาหลักสูตรนั้นๆ
เพราะหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นจะขาดความสมบูรณ์
ซึ่งเท่ากับว่าปราศจากประสิทธิภาพและคุณภาพ เมื่อนำไปใช้จริงอาจจะไม่ได้ผล เพราะไม่ได้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในทุกๆด้าน
ข้อที่ 4 การนำหลักสูตรไปใช้มีนักการศึกษาใดหรือใครที่เสนอแนะไว้ว่าควรคำนึงถึง
ปัจจัยใดบ้าง อย่างไร
การนำหลักสูตรไปใช้
หมายถึง
การดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆในอันที่จะทำให้หลักสูตรที่สร้างขึ้นดำเนินการไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ถ้าเรายอมรับว่าการนำหลักสูตรไปใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้หลักสูตรเกิดผลต่อการใช้อย่างแท้จริงแล้ว การนำหลักสูตรไปใช้ก็ควรจะเป็นวิธีการปฏิบัติการที่มีหลักเกณฑ์ และมีกระบวนการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ พอที่จะมั่นใจได้ว่า หลักสูตรที่ได้สร้างขึ้นนั้น จะมีโอกาสนำไปปฏิบัติจริงๆอย่างแน่นอน นักการศึกษาต่างก็ให้ทัศนะซึ่งเป็นแนวคิดในการนำหลักสูตรไปใช้ดังนี้
โบแชมป์ (Beauchamp,1975.164-169) กล่าวว่า
สิ่งแรกที่ควรทำคือ
การจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียน
ครูผู้นำหลักสูตรไปใช้มีหน้าที่แปลงหลักสูตรไปสู่การสอน
โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการพัฒนากลวิธีการสอน สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการนำหลักสูตรไปใช้ให้เห็นผลตามเป้าหมาย
คือ ครูผู้สอนควรมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร ผู้บริหาร
ครูใหญ่ต้องเห็นความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ
ธำรง บัวศรี (2504.165-195)
ได้สรุปชี้ให้เห็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการนำหลักสูตรไปใช้ไว้ว่า
ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
โครงการสอน
เช่น การวางโครงการสอนแบบหน่วย( Unit
Organization of Instruction, Teaching Unit)
ประเภทของหน่วยการสอนมี 2 ประเภท คือ หน่วยรายวิชา (Subject
Matter Unit) และหน่วยประสบการณ์
(Experience Unit)
หน่วยวิทยาการ (Resource
Unit) เป็นแหล่งให้ความรู้แก่ครู
เช่นเอกสารคู่มือ
และแนวการปฏิบัติต่างๆ
องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยในการสอน เช่นสถานที่และเครื่องมือเครื่องใช้ อุปกรณ์การเรียนการสอน วิธีการสอน และวัดผลการศึกษา กิจกรรมร่วมหลักสูตร การแนะแนวและการจัดและบริหารโรงเรียน เป็นต้น
การนำหลักสูตรไปใช้เป็นงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหารระดับกระทรวง กรม
กอง ผู้บริหารระดับโรงเรียน ครูผู้สอน
ศึกษานิเทศก์
และบุคคลอื่นๆขอบเขตและงานของการนำหลักสูตรไปใช้เป็นงานที่มีขอบเขตกว้างขวาง
เพราะฉะนั้นการนำหลักสูตรไปใช้จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง
หลักการที่สำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้
หลักการสำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้ได้ดังนี้
1.มีการวางแผนและเตรียมการในการนำหลักสูตรไปใช้
ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะได้ศึกษาวิเคราะห์
ทำความเข้าใจหลักสูตรที่จะนำไปใช้ให้มีความเข้าใจตรงกันเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในทำนองเดียวกันและสอดคล้องต่อเนื่องกัน
2.มีคณะบุคคลทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นที่จะต้องทำหน้าที่ประสานงานกันเป็นอย่างดี
ในแต่ละขั้นตอนในการนำหลักสูตรไปใช้
3.
ดำเนินการอย่างเป็นระบบเป็นไปตามขั้นตอนที่วางแผนและเตรียมการไว้การนำหลักสูตรไปใช้จะต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ
ที่จะช่วยให้การนำหลักสูตรไปใช้ประสบความสำเร็จได้ ปัจจัยต่างๆ ได้แก่ งบประมาณ
วัสดุอุปกรณ์ เอกสารหลักสูตรต่าง ตลอดจนสถานที่ต่างๆ
ที่จะเป็นแหล่งให้ความรู้ประสบการณ์ต่างๆ
สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี
และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนได้เมื่อได้รับการร้องขอ
4.ครูเป็นบุคลากรที่สำคัญในการนำหลักสูตรไปใช้
ดังนั้นครูจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และจริงจัง ตั้งแต่การอบรมความรู้
ความเข้าใจทักษะและเจตคติเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรอย่างเข้มข้น
5.การนำหลักสูตรไปใช้ควรจัดตั้งให้มีหน่วยงานที่มีผู้ชำนาญการพิเศษ
เพื่อให้การสนับสนุนและพัฒนาครูโดยการทำหน้าที่นิเทศ ติดตามผลการนำหลักสูตรไปใช้
และควรปฏิบัติงานร่วมกับครูอย่างใกล้ชิด
6.หน่วยงานและบุคลากรในฝ่ายต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้
ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติงานในบทบาทหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเต็มความ
สามารถ
7.การนำหลักสูตรไปใช้สำหรับผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน
จะต้องมีติดตามและประเมินผลเป็นระยะๆ
เพื่อจะได้นำข้อมูลต่างๆ มาประเมินวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาทั้งในแง่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
และการวางแนวทางในการนำหลักสูตรไปใช้
ให้มีประสิทธิภาพ ดียิ่งขึ้น
ปัจจัยในการนำหลักสูตรไปใช้
มีดังนี้
1.การเตรียมบุคลากร ดังนี้
1.1 การจัดครูเข้าสอนตามหลักสูตร
เป็นกลวิธีกาจัดสรรบุคลากรให้เหมาะสมกับความรู้
ความสามารถ ความสนใจและความถนัดและประสบการณ์
เพื่อให้ผู้สอนสามารถใช้ศักยภาพของตนให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
1.2 การอบรมให้ความรู้ก่อนที่จะปฏิบัติการสอนทั้งด้านเนื้อหาวิชา
และ วิธีการดำเนินการสอน
ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนและเป้าประสงค์ของตัวหลักสูตร
2.การเตรียมอาคารสถานที่ ดังนี้
1.1 เหมาะสมสำหรับตัวผู้เรียน
กล่าวคือ สถานที่การจัดการเรียนการสอนควรมีขนาดที่เหมะสมกับผู้เรียน มีสภาวะแวดล้อมที่เป็นดี
เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
1.2 อำนวยต่อการนำสื่อมาใช้กล่าวคือ
มีการรองรับที่ดีในการนำเสนอสื่อเพื่อให้สื่อนั้นได้ถูกใช้งานตามเป้าหมายของผู้จัดการสอน
3.วัสดุอุปกรณ์ – สื่อการสอน
1.1 วัสดุอุปกรณ์มีความเหมาะสมกับเนื้อหาและผู้เรียน
1.2
ความคุ้มค่าของสื่อ เช่น สื่อนั้นเป็นสื่อที่ใช้ได้ระยะยาวหรือไม่
หากต้องการเช่นนั้น ก็ผลิตสื่อที่มีความคงทน
และที่สำคัญสื่อนั้นต้องคุ้มค่าแก่การใช้งาน
มีความเหมาะสมกับท้องถิ่นและการจัดสรรของโรงเรียน
4.ความปลอดภัยในการนำหลักสูตรไปใช้
1.1 ความปลอดภัยของผู้สอน ในการเรียนการสอน ผู้สอนถือว่าสำคัญที่สุดเพราะ
บุคคลที่นำหลักสูตรที่นำไปใช้กับนักเรียนนั้นคือตัวผู้สอน การที่หลักสูตรถูกนำไปใช้อย่างมีคุณภาพนั้นเริ่มแรก
ตัวผู้สอนต้องมีความปลอดภัยก่อน เพราะถ้าตัวผู้สอนป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุหรือไปไม่ทันการสอน
หลักสูตรก็จะไม่ถูกใช้
นักเรียนก็จะไม่เกิดการพัฒนาขึ้น
1.2 ความปลอดภัยของผู้เรียน
เช่นการเรียนการสอนหรือการจัดกิจกรรมใดๆก็ตามควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ
เช่น
การจัดการเรียนรู้จากการศึกษานอกสถานที่ ครูผู้สอนควรวางแนวทางในการรองรับหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น
5.ความพอเพียง ดังนี้
1.1 สื่อที่ใช้
องค์ประกอบที่สำคัญในการสอนให้มีความสนใจอย่างหนึ่ง คือสื่อเทคนิคที่ใช้สอน เช่น สื่อวีดิทัศน์
หรือสื่อสิ่งประดิษฐ์ สิ่งเหล่านี้ควรมีการตรวจสอบการใช้งานก่อนนำไปใช้ และ เลือกสื่อให้มีความเหมาะสมกับงบประมาณการจัดสรร
ความพร้องของโรงเรียน แต่ยังเน้น ให้ผู้เรียนได้บรรลุผลสูงสุด
1.2 เวลาที่ใช้สอน ต้องเป็นไปตามชั่วโมงการเรียนโดยทั่วไป
ในคาบหนึ่งๆจะมีเวลาประมาณ 50-60นาที
เพราะฉะนั้นผู้สอนควรวางแผนการสอนให้ดี ไม่ควรสอนเกินเวลา และ
ควรเหลือเวลาสำหรับการประมวลผลและสรุปผลการเรียนท้ายคาบ
6. การสื่อสาร
1.1 การนำหลักสูตรไปใช้
ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคลากรในระดับต่าง ๆ
ของโรงเรียนเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือในด้านต่างๆทั้งการอนุมัติหลักสูตร
การขออนุญาตใช้หลักสูตร เทคนิควิธีการเพราะฉะนั้นการนำหลักสูตรไปใช้จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง
7.การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน
7.1 มีการเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่ผู้เรียนมีเพื่อมาต่อยอดตามความเหมาะสม
7.1 จัดการเรียนการสอนที่เป็นระบบ
และเป็นลำดับขั้น
ข้อที่
5 การประเมินผลหลักสูตร มีแนวคิด
วิธีการอย่างไรเพื่อที่จะทราบว่าหลักสูตรนี้บรรลุ
จุดมุ่งหมายตามที่กำหนดไว้หรือไม่
การประเมินผลหลักสูตร
เป็นการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรว่ามีคุณภาพและสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่วางไว้หรือไม่อย่างไร
มีความบกพร่องในส่วนใดที่จะต้องแก้ไข
เพื่อที่จะนำผลการประเมินมานั้นมาปรับปรุงหลักสูตรให้ได้หลักสูตรที่มีคุณภาพต่อไป
สำหรับการประเมินผลมีแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน
ดังนี้
การประเมินนั้นได้รับอิทธิพลมาจาก
Tylor
โดยตรงจากการที่เขาได้ทำแบบประเมินโครงการมัธยมศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา
และต่อมารูปแบบการประเมินหลักสูตรก็ได้ขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างขวาง ต่อมา Stufflebeam
และคณะได้เสนอแนวคิดแบบ CIPP Model สำหรับการประเมินบริบท
ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการและผลผลิต
เพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกเป้าหมายและจุดมุ่งหมายการดำเนินงาน
การเลือกยุทธวิธี แผนงาน และการดำเนินงานและการตัดสินใจปรับเปลี่ยนงาน
ให้มีความเหมาะสม
รูปแบบการประเมินหลักสูตร
มีนักวิชาการได้ให้ความคิดเห็นการประเมินไว้
ดังนี้
1.
รูปแบบของ Tylor
เป็นรูปแบบการประเมินที่ยึดจุดมุ่งหมายเป็นหลัก
โดยศึกษาจากความสัมพันธ์ของ 3 องค์ประกอบ คือ
จุดมุ่งหมายของการศึกษา ประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดให้แก่ผู้เรียน
และผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน
2.
รูปแบบของสตัฟเฟิลบีม
เป็นรูปแบบการประเมินที่มีความครอบคลุมมากที่สุด เป็นการประเมินหลักสูตรทั้งระบบ
เรียกว่าการประเมินแบบซิป หรือ ซิปโมเดล (CIPP Model)
ยกตัวอย่างการประเมินหลักสูตรแบบ CIPP
Model รูปแบบการประเมินของ Stufflebeam
ซึ่งเป็นรูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินใจ เป็นรูปแบบที่มุ่งให้ได้มาซึ่งข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจคัดสรรทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง รูปแบบการประเมินที่เป็นที่นิยมในการประเมินเรื่องต่างๆแม้กระทั้งในวงการศึกษาไทย
ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย
1.การประเมินด้านสภาพแวดล้อม (Context
Evaluation)
เป็นการประเมินที่มีจุดหมายเพื่อให้ได้หลักการและเหตุผลมากำหนดจุดมุ่งหมายการประเมินสภาพแวดล้อมจะช่วยให้ผู้พัฒนาหลักสูตรรู้ว่า
สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษามีอะไรบ้าง
สภาพการณ์ที่คาดหวังกับสภาพแวดล้อมนั้นที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร
มีความต้องการหรือปัญหาอะไรที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองหรือแก้ไข เช่น การนำหลักสูตรไปประเมินโดยดูจากจุดมุ่งหมายและครอบคลุมนโยบายของโรงเรียน
ความต้องการของผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน
คณะกรรมการบริหารโรงเรียน ผู้ปกครองและตัวนักเรียน แผน วิสัยทัศน์ จุดหมาย โครงสร้างหลักสูตร
2.การประเมินปัจจัยหรือตัวป้อน
(Input Evaluation)
เป็นการประเมินที่มีจุดหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลมาตัดสินใจว่าจะใช้ทรัพยากรหรือสรรพกำลังต่างๆ
ที่มีอยู่เพื่อให้ได้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้อย่างไร
จะขอความช่วยเหลือด้านทรัพยากรและสรรพกำลังจากภายนอกดีหรือไม่ อย่างไร
ประเด็นการประเมินจะครอบคลุมเกี่ยวกับงบประมาณ อาคารสถานที่ คุณลักษณะ คุณวุฒิ คุณสมบัติ
ประสบการณ์ของผู้บริหาร ผู้สอน จำนวนคุณภาพของผู้เรียน พื้นฐานความรู้ผู้เรียน
สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ หนังสือตำรา เอกสารหลักสูตร
การสนับสนุนส่งเสริมของคณะกรรมการบริหารหลักสูตร เวลาและช่วงเวลา เป็นต้น
การประเมินหลักสูตรในด้านปัจจัยนี้ จะคำนึงถึงการใช้สื่อว่ามีความเหมาะสมกับตัวผู้เรียนหรือไม่
และโรงเรียนมีอุปกรณ์หรือสถานที่
ที่เอื้ออำนวยในการให้สื่อนั้นได้นำไปใช้อย่างคุ้มค่า อย่างไร เ
เช่น
การจัดเนื้อหาสาระการสอน การประเมินใบงาน เอกสารผู้เรียน
3.การประเมินด้านกระบวนการหรือผลผลิต
(Process Evaluation)
เป็นการประเมินที่มีจุดหมายเพื่อดูว่ามีจุดเด่น
หรือจุดด้อยที่ควรนำมาพัฒนาของรูปแบบการดำเนินงานตามหลักสูตรอย่างไร
เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกวิธีการต่อไป
ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจดบันทึกผลประเมินกระบวนการนั้นจำเป็นต้องมีการประเมินที่หลากหลายทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
ประเด็นการประเมินครอบคลุม เกี่ยวกับการบริหารจัดการหลักสูตร การนิเทศ
การกำกับติดตาม การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล
และการประกันคุณภาพการศึกษา เป็นต้น
เช่น
การประเมินขั้นกระบวนการของหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน วัดบ้านโป่ง “สามัคคีคุณูปถัมภ์ ” อยู่ในระดับที่ดี
ครูมีพฤติกรรมการสอนที่ดีมีความสามารถ เพราะมีกระบวนการดำเนินงาน ดังนี้ การจัดครูเข้าสอนตรงตามความรู้ความสามารถ
การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น
ครูได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน มีการจัดเนื้อหาให้กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน
การจัดเนื้อหาเป็นไปตามลำดับการเรียนรู้และพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน การจัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน การส่งเสริมให้บุคลากรมีความรู้ เป็นต้น
ซึ่งหากกระบวนการได้รับการวางแผนที่ดี มีความร่วมมือจากบุคคลหลากหลายฝ่าย
ก็จะส่งเสริมสัมฤทธิผลของผู้เรียนได้และช่วยให้หลักสูตรบรรลุเป้าประสงค์ได้
4.การประเมินผลผลิต (Product
Evaluation)
มีจุดมุ่งหมายที่จะนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่คาดหวังไว้หรือไม่
ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ความสามารถ สมรรถนะ คุณธรรม จริยธรรม เจตคติ
รวมทั้งความสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่
ซึ่งประเด็นการประเมินจะครอบคลุมเกี่ยวกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผลการเรียนรู้
สัมฤทธิผลทางการเรียน และความสามารถในการนำไปใช้งาน
เช่น
การประเมินสัมฤทธิผลทางการเรียนของผู้เรียนในรายวิชานั้นๆ โดย กระบวนการทดสอบ
สอบถาม หรือ ดูจากกการวัดผลทางการศึกษาแห่งชาติ
บางโรงเรียนก็จะอิงคะแนนราบวิชา คะแนนการสอบระดับชาติ หรือ NT บ้างก็ประเมินจากการสอบเข้าระดับอุดมศึกษา เป็นต้น
……………………………………………………………………………………………………………… |



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น